เมื่อวันที่ 4 ส.ค.69 ผู้สื่อข่าวรายงาน กรณีที่รายงานของผู้เสนอรายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติ ว่าด้วยสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชา บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว และบ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ซึ่งฝ่ายไทยยึดคืนกลับมาในช่วงเหตุปะทะระหว่างวันที่ 8-26 ธ.ค.68 ที่ผ่านมา ซึ่งมีการนำข้อมูลเรื่องผู้พลัดถิ่นและแรงงานกัมพูชา โดยระบุว่า ตัวเลขผู้พลัดถิ่น 650,000 คน นั้น
กรณีดังกล่าว ทางการฝ่ายไทย ได้ออกมาตอบโต้การนำเสนอข้อมูลที่คลาดเคลื่อน และยืนยันว่า แรงงานกัมพูชาที่เดินทางกลับประเทศในช่วงดังกล่าว เป็นการตัดสินใจโดยสมัครใจ ภายหลังการเชิญชวนจากรัฐบาลกัมพูชา และเรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชายอมรับข้อเท็จจริง และยุติการบิดเบือนข้อมูลที่อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของไทย รวมถึงขอให้กลไกของสหประชาชาติ นำเสนอข้อมูลอย่างเป็นกลางและผ่านการตรวจสอบจากทุกฝ่าย
ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวเดินทางลงพื้นที่่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ด้าน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว เพื่อสอบถามชาวบ้านในพื้นที่สู้รบดังกล่าว ซึ่งชาวบ้านที่รับรู้ข้อมูลข่าวสารดังกล่าว ได้ออกมาตอบโต้การนำเสนอข้อมูลนี้ของยูเอ็นฯ อย่างรุนแรงเช่นกัน ในฐานะคนในพื้นที่ชายแดน ซึ่งประสบปัญหาความเดือดร้อนจากฝั่งกัมพูชา
นายเศรษฐวุฒิ กันหนองฮะ อายุ 57 ปี พ่อเจ้าของบ้านราคากว่า 3 ล้านบาท ซึ่งถูกระเบิด BM21 พังเสียหายทั้งหลัง ในพื้นที่บ้านหนองเสม็ด ตำบลโคกสูง อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ในช่วงเหตุการณ์ปะทะ ระหว่างวันที่ 8-26 ธันวาคม 2568 ปัจจุบันยังไม่ได้ซ่อมแซมหรือก่อสร้างบ้านหลังใหม่ ยังคงเก็บไว้ให้คนได้ดูบาดแผลความเสียหายจากกัมพูชา โดยนายเศรษฐวุฒิ กล่าวว่า เกิดที่โคกสูง พื้นที่จุดนั้นเป็นของไทยตั้งแต่ต้น บ้านที่ถูกระเบิดบีเอ็ม 21 ปัจจุบันก็ยังไม่ได้ทำ เก็บไว้เป็นที่ระลึก เงินชดเชยที่ได้น้อยกว่าที่สร้างไป ลูกชายก็จึงยังไม่ก่อสร้างอะไร ส่วนการสู้รบกันอีกหรือไม่นั้น ก็เป็นเรื่องธรรมดา เพราะเขมรจ้องจะหาเรื่องเรา ตั้งแต่เกิดมาก็ไม่ได้ไปไหน ที่บ้านก็ต้องดูแลผู้ป่วยที่ต้องดูแลอยู่ ทุกวันนี้ บังเกอร์ที่บ้านก็ยังคงทำไว้อยู่เพื่อเตรียมพร้อม ไม่อยากให้ทางยูเอ็นมองประเทศไทยแบบนั้น
ทางด้าน น.ส.พัฒรี ตลับทอง อายุ 50 ปี ชาวบ้านอ่างศิลา ต.โนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว กล่าวว่า การที่ฝ่ายไทยเข้าไปยึดพื้นที่คืนกลับมา เป็นเรื่องที่สมควรแล้ว เพราะมันเป็นพื้นที่ของประเทศไทย ถ้ายูเอ็นจะออกมาพูดเข้าข้างเขมรขนาดนี้ ทางยูเอ็นควรไปศึกษาประวัติศาสตร์และข้อมูล ว่าความเป็นมามันยังไง ทางยูเอ็นฯ เองที่เป็นคนขอร้องให้ประเทศไทยช่วยสร้างเป็นศูนย์อพยพให้เขมร ไทยเราก็ช่วย ยูเอ็นต้องศึกษาข้อมูลให้ดี ๆ และยูเอ็นก็รู้อยู่แก่ใจ อย่าเข้าข้างเขมรเกินไป
"อย่าพูดใช้คำว่า พลัดถิ่น ซึ่งพลัดถิ่นต้องใช้สำหรับพื้นที่ของตัวเอง แต่ตรงนี้มันเป็นพื้นที่ของไทยโดยแต่เก่าแต่ก่อน แต่เราไปสร้างเป็นศูนย์อพยพให้เค้าอยู่ ต้องใช้คำว่า ผู้นำประเทศของเค้าเอง ต้องหาพื้นที่ให้ประชาชนตัวเองได้อยู่อาศัย หรือจัดสรรก็ได้ ควรเอาเงินซื้ออาวุธ มาสร้างพื้นที่ให้ประชาชนตนเอง ตอนนี้บางจุดพื้นที่ที่ประชาชนเขาเคยอยู่ก็ให้ประชาชนออกไป แล้วให้ทหารมาอยู่แทนประชาชน ผู้นำเขมรรู้ดีอยู่แก่ใจ ควรสร้างสาธารณูปโภคพัฒนาประเทศให้คนของตัวเอง ไม่ใช่มาก่อกวนไทย ตัวเองรบกันเขมร 3 ฝ่าย ประชาชนหนีตาย แตกมา เราก็ให้ที่อยู่อาศัย คำว่า เนรคุณ น้อยไปสำหรับประเทศนี้" น.ส.พัฒรี กล่าวและว่า
อยากจะบอกยูเอ็นฯ ว่า ศึกษาข้อมูลดี ๆ แล้วต้องมีความยุติธรรม ความเที่ยงธรรม คุณเป็นองค์กรสหประชาชาติ คุณเป็นองค์กรกลาง ต้องมีความเที่ยงธรรม ศึกษาข้อมูลให้ดี ๆ อย่าตกเป็นเครื่องมือใคร หรือลำเอี่ยง เพราะว่า เขมรเคยเป็นเมืองขึ้นของตัวเอง เพราะคนฝรั่งเศษเป็นตัวแทนของยูเอ็นฯ มาดูแลเขมร คุณต้องฉลาดหน่อย มีวิสัยทัศน์หน่อย ถ้าจะเป็นหน่วยงานที่มาดูแลคนต้องมีความฉลาด.